การแรมรอนที่นอนก้นแรงบันดาลใจสู่การก่อสร้างผลงานสรรพสิ่ง แวนโก๊ะ ในต้นร่างที่อีฉันรู้จักมักคุ้นกักคุม

ถ้าเอ่ยถึงชื่อเสียงเรียงนาม วินนิกายเซนต์ แวนพี่๊ะ (Vincent van Gogh) อาจไม่มีผู้ใดทึ่มจะ ดาราสถานที่สร้างชิ้นงานไม่มีเงินตกเป็นต้นเค้าด้วยกันแรงดลใจแบ่งออกมากมายๆ คนในพื้นโลก แวนพี่๊ะเป็นคนที่มีชื่อเสียงชาวฮอลแลนด์ ตลอดชีวิตกิจธุระศิลปะสรรพสิ่งเขาไม่ได้เบิกบานเทียบเท่าเช็ดสถานที่เจ้าตัวใช้คืนณภาพวาด เสียแต่ว่าชีพเขากลับตรงกันข้าม โดยกระทั่งจะดำรงฐานะแวนพี่๊ะแห่งหนดิฉันรู้จักกักคุมในที่เดี๋ยวนี้ ฉันโหยชวนเจ้าเอ็งมามองดูห้ามว่า กิจธุระสรรพสิ่งแวนโก๊ะครอบครองอำนาจและแรงดลใจจากที่ไหนมั่ง จนแปรไปมาครอบครองครรลองงานที่ดิฉันกันเองในยุคปัจจุบัน Still life with cabbage and clogs, 1881 ชิ้นงานสิ่งของแวนโก๊ะณช่วงแรก (ค.ศ. 1881-1886) เขาโดยมากใช้คืนเช็ดโทนเทา-ปีกไก่ ขนมจากบารมีที่คว้าร่ำเรียนกับ Anton Mauve ที่สถาบัน The Hague คนเด่นชาวฮอลันดาส่วนใหญ่การตั้งกฎเกณฑ์ชดใช้โทนทานเช็ดแบบนี้ในกิจธุระ ในที่ ช่วงตรงนั้น รวมทั้งเดชแห่งหนเขาได้รับขนมจากมนุชรอบร่างกาย​ ส่งผลแบ่งออกกิจธุระสิ่งของนกเขาประกอบด้วยเช็ดหมองตามเจียรเช่นกัน ระยะแรกแวนพี่๊ะมักจารึกภาพหุ่นจับหลัก (Still life) และวิถีชีวิตคนธรรมดา คราวหลังแวนพี่๊ะศึกษาเสริมเกี่ยวทฤษฎีสีขนมจากปกรณัมที่เขาควานจับจ่ายลงมา ทว่าเขาทึ่มวิธีใช้ทฤษฎีเหล่านั้นเนื่องจากภาพในรายงานดำรงฐานะภาพหงอกดำ เขาบากบั่นชดใช้เช็ดประเทืองขนมจากโทนเช็ดเก่าก่อน เสียแต่ว่าจรดฉันนั้นกิจธุระสิ่งของเขาในที่ช่วงแรกก็ยังไม่สดชื่น และดำรงฐานะโทนถูร่างโคลนตมที่อีกทั้งเป็นลักษณะเฉพาะสิ่งของชาวฮอลแลนด์สิงสู่อาทิเช่นเก่าแก่ ดาราสถานที่เป็นแรงดลใจในการพัฒนารูปแบบงานของแวนพี่๊ะแห่งหนสำคัญอีกคนคือว่า มิลเลต์ (Jean-François Millet) มิลเลต์ครอบครองคนที่มีชื่อเสียงชาวประเทศฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียง ในคราวนั้นแวนพี่๊ะ อายุ 28 ก็พึ่งจะริเริ่มเป็นดารา นกเขาเรียนรู้กิจธุระที่ปริปากจดวิถีชีวิตกสิกรณต่างจังหวัดที่เรียบง่ายสรรพสิ่งไม่ลเลต์ และรู้จักตัวตนสิ่งของตนเองผ่านงานไม่ลเลต์ เขาริเริ่มวาดภาพเกษตรกรเหมือนกัน พรรษา ค.ศ. 1885 นกเขาวาดภาพ The Potato Eaters เพื่อตั้งใจแสดงออกตวาดตัวเองเป็นจิตรกรเกษตรกรเหมือนกัน ด้วยกันพาหะสั่งการเป็นกสิกรตรงนั้นตกระกำลำบากปานใด ทว่าก็ไม่ผิดติชมขนมจากนักวิจารณ์กับมนุษย์ทั่วไปอย่างแรงตวาดทัศนียภาพตรงนั้นมืดจนเกินเลยกับสัดส่วนไม่แน่นอน The Potato Eaters, 1885 จนกระทั่งนกเขาขนย้ายไปอยู่ปารีส ศึกษางานสิ่งของคนที่มีชื่อเสียง Eugène Delacroix ในที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ทำเอาเขาสติเฟือนในที่ศิลป์ต้นร่างอิมเพรสชั่นนิสาสม์ (Impressionism) ที่ประกอบด้วยลักษณะเด่นในความการใช้วงกับสีสัน โดยศิลป์ตรงนี้เองทำเอาเขาแจ้งด้วยกันรู้จักมักจี่วิธีการใช้สี ตั้งแต่ตรงนั้นการงานสิ่งของแวนพี่๊ะก็เริ่มมีสีสันมากขึ้น โดยในที่ชันษาค.ศ. 1886 ผลงานนกเขาเริ่มคงอยู่ต้นร่าง Landscapes เมืองกรุงปารีสเองก็กลายเป็นแรงดลใจกับศิลปะร่างนวชาต ดังนี้แวนพี่๊ะยังเริ่มใช้คืนสีสดใสพร้อมเซ็นต์ชื่อลงบนบานทัศนียภาพเช่นกันความแน่ใจ Bridge in the Rain, 1887 ถัดจากนั้นศิลปะร่างเจหมายปองนิสม์ (Japonism) ประกอบด้วยการประกาศขจรบารมีเข้าทางตะวันตก มีคนเด่นแหล่มนุษย์ที่ศึกษากิจธุระลักษณะตรงนี้ ในที่คราวนั้นเองแวนโก๊ะเป็นเยี่ยมในที่คนเด่นที่ตอแยในความเรียบง่ายอันเป็นเสน่ห์สิ่งของศิลปะมังสวิรัติหมายปองนิสาสม์ เขาเห็นว่า ศิลปะตรงนี้ดำรงฐานะนวัตกรรมกับประสงค์ศึกษา นกเขาแล้วจึงจับจ่ายใช้สอยเหล่าเกี่ยวกับงานก่อภาพพิมพ์สลักกิ่งไม้สิ่งของญี่ปุ่นลงมาเพื่อลองก่อสร้างกิจธุระ เรื่องแปลกใหม่ตรงนี้ก่อสร้างเรื่องเผลอไผลแจกกับนกเขา ณระยะชันษาค.ศ. 1887 เป็นช่วงแห่งหนแวนพี่๊ะก่อสร้างผลงานจากภาพพิมพ์ และได้รับอำนาจจาก ฮิโรชิเกเระ คนที่มีชื่อเสียงชาวญี่ปุ่น นกเขาประสมประสานสีที่เต็มไปด้วยความสดใหม่กระจ่างแน่วแน่ในที่ต้นร่างตนเอง ทำเอางานมีเรื่องเลิศแปลกใหม่ และนกเขายังมีกรรมสิทธิ์เดชบางส่วนขนมจาก Émile Bernard ผู้พัฒนาเค้าโครงความคิดนวชาตเกี่ยวแนวสรรพสิ่งศิลปะทันสมัย แห่งหนนำภาพพิมพ์สิ่งของญี่ปุ่นลงมาใช้คืน เพราะว่าประสานระหว่างความลึกและเรียบๆแบนกับการสร้างผิวหน้าร่างใหม่ ๆ รวมทั้งการตัดเส้น งานแห่งหนมีชื่อเสียงชนิด The Bedroom,1888 กับ Almon Blossom,1890 เองก็ได้อำนาจขนมจากศิลปะมังสวิรัติปองนิสม์ด้วย ขนมจากการศึกษาสิ่งของมังสวิรัติปองนิสม์ของนกเขา ต่อจากนั้น ธรรมชาติก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นสิ่งของกิจธุระแวนโก๊ะชั่วชีวิตเป็นต้นมา The Bedroom, 1888 “All my work is based to some extent on Japanese art”Vincent to his brother Theo from Arles, 15 July 1888 The Sower, 1888 หลังจากแวนโก๊ะขนลงมาสิงสู่แห่งหนอาร์เลส์ (Arles) หมู่บ้านมุขตอนล่างสรรพสิ่งประเทศฝรั่งเศส ภาวะแวดล้อมสงบสุขในบ้านนอกเป็นเหตุให้เขาระลึกถึงจดมิลเลต์อีกครั้ง แวนโก๊ะริเริ่มจินตนาวิถีชีวิตชนบท ธรรมชาติ แต่ว่าความเป็นไม่ลเลต์นั้นคว้าลดน้อยลงจากไปจากการงานของนกเขา ข้างหลังเขาค้นเจอวิถีทางของตนเอง ครอบครองวิถีชีวิตต่างจังหวัดณภาพร่าง “แวนพี่๊ะ” ณฤดูใบไม้ร่วงปีคริสต์ศักราช 1888 แวนโก๊ะจารึกทัศนียภาพ The Sower จากคดีชื่นชอบที่การโปรยเมล็ด เขาคิดว่าการโปรยมันทำให้เกิดครอบครองชีพใหม่ขึ้นไป คราวนั้นเองนกเขาได้เรียนรู้จากการงานสรรพสิ่งตนเองดุสีเหลืองกับสีม่วงแห่งตัดกันณทิวทัศน์จนก่อกำเนิดเนื้อที่ขนาดใหญ่ สำเร็จขนมจากเดโชสิ่งของมังสวิรัติหมายปองนิสม์และสีเหลืองแปรไปลงมาครอบครองถูแห่งหนโปรดปรานแห่งหนเเวนพี่๊ะมักจะชดใช้ณงานจำเจ​ กระเป๋าแห้งเป็นลักษณะเฉพาะณงานศิลปะสิ่งของเขา ไม่ลเลต์แล้วจึงนับว่าเป็นศิลปินคนสำคัญที่ครอบครองแรงดลใจของแวนโก๊ะแห่งหนคิดค้นชิ้นงานเกี่ยวกับหนทางวิถีชีวิตกสิกรและธรรมดา เพื่อจะบรรยายสู่ธารณะขวิด เขาใช้สีสันแห่งสดใสพรมเลี่ยนลงเจียร กระเป๋าแห้งก่อเกิดครอบครองงานแห่งหนน่าทึ่งได้ณแปลนของตนเอง ทีหลังแวนพี่๊ะกับภาดาสรรพสิ่งนกเขาตาย มรดกแห่งครอบครองผลงานศิลป์ทั้งสิ้นก็หกสู่มือสิ่งของวินนิกายเซนต์ โจ เจ้าจอมสรรพสิ่งธีโอและลูกชาย คุณขนย้ายขนมจากปารีสกลับมาจรฮอลล์แลนด์ เเละเปิดเกเรสต์เฮาท์เป็นเหตุให้เจ้าเอ็งพานพบกับดักนักประพันธ์ด้วยกันผู้แสดงบริบูรณ์ที่เข้าไปเอาแรงกับครอบครองจุดตั้งต้นมอบคุณนำงานสิ่งของแวนโก๊ะมาแจ๋งานนิทรรศการเพื่อค้าขายคลอดไป กับสร้างยอดจำหน่ายฉิวเฉียว 200 อัน ทำเอาการทำงานของแวนพี่๊ะออกไปสู่ทั่วไปชนและประชากรมากมายได้มองเห็นการงานเขาเพิ่มมากขึ้น ณพรรษา ค.ศ. 1905 คุณจ้างานนิทรรศการจัดแสดงการทำงานแวนโก๊ะที่ใหญ่ที่สุด ณหอศิลป์ Stedelijk Museum อัมสเโคนร์ดัม ผลงานที่จัดแสดง มากกว่า 480 ชิ้น ขนองงานนิทรรศการตรงนี้การทำงานสิ่งของแวนโก๊ะตกลงรับสารภาพการฝักใฝ่จากประชากรทั่วโลก เป็นเหตุให้ชิ้นงานมีค่ารุ่งเรืองขึ้นในกาลเวลาต่อจากนั้น ก่อนกำหนดเจ้าเอ็งตายคุณปลงใจจำหน่ายชิ้นงาน The Sunflower แห่งหนคุณมลักเต็มที่ให้กับหอศิลป์แห่งชาติลอนที่สูง โดยเธอยอมบริจาคที่จะดำรงฐานะผลงานอันตรงนี้ เพื่อให้ชิ้นงานของแวนโก๊ะเป็นที่รู้จักไปสู่ทั่วไปเสี่ยวมากยิ่งขึ้น และผลงานตรงนี้เองก็ตกเป็นงานแห่งหนเด่นไม่ว่าใครก็หวนคิดแวนโก๊ะจากทิวภาพทานตะวันสีเหลืองนี้ ต่อจากนั้นภายหลังที่เธอตายบุตรชายเจ้าเอ็ง ถ่ายโอนงานศิลปะทั้งปวงมอบกับดักมูลนิธิด้วยกันเป็นเยี่ยมณผู้แห่งจัดตั้งขึ้นพิพิธภัณฑ์แวนพี่๊ะขึ้นลงมา ระหว่างทางการเสาะแสวงข้อเด่นสิ่งของตนเอง แวนพี่๊ะซ่อนเรื่องราวที่เกี่ยวกับดักคนเด่น อำนาจวาสนามุขศิลป์เอาไว้ในงานยิ่งสิ่งของเขา​ ทิวทัศน์แห่งหนไม่ผิดถ่ายทอดออกมามีปัญหาเช่นที่ร่างกายสรรพสิ่งเลี่ยน ความเชื่อ อำนาจวาสนาและแรงบันดาลใจ ระบายผ่านฝีถูด้วยกันสีสันเบิกบานตกเป็น “แวนโก๊ะ”ผู้มีชื่อเสียงจรทั่วโลกกับถูกกล่าวถึงนานถือเอาศตพรรษ สมมติว่าเธอดำรงฐานะผู้แห่งหลงใหลชื่นชมการงานสิ่งของวินนิกายเซนต์ แวนโก๊ะ ประกอบด้วยเอ็ดกับดัก​นิทรรศการเกี่ยวกับแวนโก๊ะแห่งหนน่าศึกษาที่เมืองประเทศไทยในเวลานี้ Van Gogh. Life and Art เล่าชิ้นงานของแวนพี่๊ะกระทั่ง 300 สิ่ง ที่แนวทาง Digital Media คดีแถว 40 นาที จัดโชว์จรดวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2563 แห่ง MODA Gallery ชั้น 2 River City Bangkok เหตุด้วยกันทิวภาพ สุธาทิพย์ รองสบาย อ้างอิง : Inspiration from JapanVan Gogh and MilletLooking for contrast ข้อเขียนอื่นที่เจ้าเอ็งคงจะยั่ว The MET แบ่งสรรหนังสือศิลป์ 502 เล่ม กับทัศนียภาพ Hi-res 400,000ทิวภาพ ให้ดาวน์โหลดฟรีGoogle Art and Culture เปิดให้แลศิลปะขนมจากพิพิธภัณฑสถานกระทั่ง 500 พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกหนแรกของปารีส!! “Digital Art Museum” สับเปลี่ยนงานศิลปะแยกออกใจเต้นกระทั่งที่เคย